2006/Jan/22

ความคิดตกผลึกได้ คุณรู้ไหม ? คุณเคยตกผลึกความคิดไหม ผลึกความคิดเป็นอย่างไร เวลาไหนที่ความคิดคุณตกผลึก แล้วคุณทำอะไรกับผลึกความคิดเหล่านั้น ถ้าสมองเป็นน้ำ ประสบการณ์เป็นน้ำตาล นำมาผสมกันก็จะได้น้ำเชื่อม น้ำเชื่อมที่มีความเข้มข้นสูงเมื่อปล่อยทิ้งไว้สักระยะเวลาหนึ่งก็จะตกผลึก ความคิดก็เช่นกัน เมื่อมีความเข้มข้นที่เหมาะสมก็ตกผลึกเช่นกัน ผมเองเริ่มตกผลึกความคิดได้เมื่ออายุประมาณ 27-28 ปี ก่อนหน้าที่จะรู้ว่าสามารถตกผลึกความคิดได้นั้น ความคิดที่ผลิตออกมาได้ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากนัก เทียบกับน้ำเชื่อมก็เป็นน้ำเชื่อมที่ความเข้มข้นไม่พอ นำไปผสมกับอะไรก็ไม่ได้ นำมาดื่มก็จืด ไม่อร่อย ความคิดที่มีความเข้มข้นของประสบการณ์ต่ำนี้ยังนำไปใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้ จริง ๆ แล้วเรายังสามารถผลิตความคิดได้อีกวิธีหนึ่ง ก็คือการใช้สมาธิค้นหาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตความคิดสำหรับวิธีนี้คือความรู้ ดังนั้นคนที่มีความรู้มากก็จะสามารถผลิตความคิดดี ๆ ออกมาได้ แต่ความรู้ต่างกับประสบการณ์ ความรู้เป็นสิ่งที่ได้รับจากผู้อื่น แต่ประสบการณ์เป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ฝึกฝนด้วยตนเอง ซึ่งในบางครั้งก็มีการนำเอาความรู้มาผลิตเป็นประสบการณ์ ดังนั้นเมื่อวัตถุดิบที่ทำให้เกิดการตกผลึกความคิดคือประสบการณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่เราผลิตได้เองจากภายใน ผลึกความคิดจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ลองจินตนาการถึงการตกผลึกของน้ำตาลสิ เริ่มจากน้ำเชื่อมที่มีความเข้มข้นมาก ๆ มากเสียจนโมเลกุลของน้ำตาลเคลื่อนที่ได้ลำบากเนื่องจากความหนาแน่น จนในที่สุดก็หยุดเคลื่อนที่ แล้วเข้าไปจับตัวกับโมเลกุลข้าง ๆ จากหนึ่งโมเลกุล เป็นสอง เป็นสี่ เป็นแปด... เมื่อรวมตัวกันมากเข้า มากเข้า น้ำหนักก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ปรากฏรูปร่างให้สายตาเรามองเห็นได้ และค่อยหล่นลงไปกองอยู่ก้นภาชนะ ผลึกความคิดก็เช่นกัน เกิดจากการสะสมของประสบการณ์ เมื่อสะสมมากเข้า มากเข้า ในที่สุดก็จะหยุดนิ่ง หลอมรวม และปรากฏรูปร่างให้เห็น หรืออาจเรียกได้อีกอย่างว่าเกิดอาการ ปิ๊ง นั่นเอง ซึ่งวิธีการนี้จะแตกต่างจากการใช้สมาธิค้นหาคำตอบคือ เราต้องนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ถามผู้อื่น (เพื่อน, ครู, พ่อแม่ ฯลฯ) อ่านหนังสือ สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แต่การตกผลึกความคิดเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใน แต่ใช้ความนิ่ง (สมาธิ) เหมือนกัน ในบางครั้งผมตกผลึกความคิดมาจากความฟุ้งซ่านด้วยซ้ำ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อความคิดนั้นเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ และตกผลึกออกมา จากความคิดฟุ้งซ่านกลับกลายเป็นไอเดียเจ๋ง ๆ ก็มี แถมบางวันก็สามารถตกผลึกความคิดได้หลายครั้ง แต่บางวันความคิดก็ไม่ตกผลึก จากการสังเกตตัวเอง เวลาที่ความคิดตกผลึกนั้น มักเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับวันก่อน ๆ เช่นช่วงเช้าเหมือนกัน ช่วงบ่ายเหมือนกัน หรือก่อนนอน หรือแม้กระทั่งบางครั้งไปตกผลึกเอาในฝันก็ยังเคย (เริ่มจากเป็นฝันที่ฟุ้งซ่านมาก และมักจะสะดุ้งตื่นเมื่อความคิดเริ่มตกผลึก พอตื่นมาก็เริ่มทบทวนความคิดที่ได้ บางครั้งไอเดียที่ได้บรรเจิดมากจนทำให้ไม่สามารถนอนต่อไปได้ ตาสว่างเลย ดูเวลาตี 4 เมื่อหลายคืนก่อนหน้านี้ก็เคยตกผลึกความคิดได้ตอน ตี 4 เหมือนกัน) แต่คิดว่าแต่ละคนจะมีช่วงเวลาในการตกผลึกความคิดไม่เหมือนกัน ผลึกความคิดที่ได้มาบางอันสามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาชีวิตได้เลยทีเดียว แต่บางอันก็ต้องนำไปประกอบความรู้จึงจะสามารถนำไปแก้ไขปัญหาได้ ขณะที่บางอันนำไปใช้ได้เพียงเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเท่านั้น (ผลึกที่ตกมามีขนาดเล็ก) สำหรับผมไม่มีผลึกความคิดอันไหนที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่ก็มีบางคนไม่นำมาใช้ประโยชน์ก็มี คิดทิ้งคิดขว้าง นำมาบอกต่อกับคนอื่นบ้าง แต่ไม่นำมาใช้แก้ปัญหาของตัว คือมองแต่ปัญหาของคนอื่น แต่ก็มีบางคนไม่สามารถตกผลึกความคิดได้เลยก็มี คนประเภทนี้ไม่สามารถละลายความรู้และประสบการณ์ให้เข้มข้นพอที่จะทำให้เกิดการตกผลึก แม้กระนั้นก็เถอะในความเห็นของผมยังเห็นว่าการตกผลึกความคิดนั้นสามารถฝึกฝนกันได้เหมือนทักษะชีวิตอื่น ๆ หากเราเคยตกผลึกความคิดมาแล้วหลาย ๆ ครั้ง ความเคยชินจะบอกเราเองว่าขณะนี้ความคิดของเรากำลังเข้มข้นและจะเกิดการตกผลึกในไม่ช้า ที่เราต้องทำก็คือเร่งปฏิกิริยา คือการทำสมาธิเพื่อเร่งกระบวนการตกผลึกให้เร็วขึ้น และหาภาชนะมาใส่ เช่นกระดาษ ปากกา ดินสอ คอมพิวเตอร์ เพราะภาชนะที่ธรรมชาติให้มาในการเก็บผลึกความคิดนั้นคือสมอง ซึ่งมีรูรั่ว ทำให้ผลึกความคิดที่ได้บางครั้งก็รั่ว (ลืม) หายไปได้ เราคงไม่อยากมานั่งค้นหาความคิดที่มันหายไปให้หงุดหงิดหรอกใช่ไหม

Comment

Comment:

Tweet


ความคิดไม่เหมือนการตกผลึกของน้ำตาล ในทางเคมี แต่มันเหมือนกับของไหลเหมือนน้ำหรืออากาศในทางฟิสิกส์มากกว่า เพราะเมื่อความคิดมันไหลไปเหมือนน้ำเหมือนอากาศในขณะที่ไม่มีคนไปยุ่งกับพลังงานเล็กน้อยซึ่งอาจเรียกได้ว่าภาวะปกติมันก็จะสมดุลโดยธรรมชาติหากเราเป็นผู้เฝ้าสังเกตจริงและเป็นผู้ที่มีคุณธรรมด้วยแล้วก็สามารถสร้างฝายมาดักน้ำหรือกังหันลมมารับพลังงานลมโดยที่ไม่ได้ไปกระทบกระเทือนถึงธรรมชาติอย่างมากนั่นก็แสดงให้เห็นว่าในขณะนั้นท่านเป็นผู้สร้างผลึกทางความคิดเองและจับเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นผลึกของตนเอง สิ่งที่ท่านพูดมันไม่ผิดธรรมชาติดอกเพียงแต่ท่านเมื่อถึงเวลา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ท่านจะเอาความรู้ ประสปการณ์อะไรเข้าไปจับเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นถึงแม้ว่าจะไม่มีใครสนใจก็ตาม
#2 by ต่อยอดผลึก (110.171.11.136) At 2011-10-20 17:19,
ชอบมากๆเลย บทความนี้
#1 by icemanbobby (58.9.189.51) At 2010-02-10 14:51,